Pure Imagination

อาหารและสุขภาพเป็นของคู่กัน

                อาหารในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่สุดเลยก็ว่าได้เพราะว่าอาหารกับสุขภาพนั้นเป็นของคู่กัน หลายๆคนในปัจจุบันนี้จึงหันมาสนใจในเรื่องของอาหารอย่างมากเลย อาหารนั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะใส่ใจอย่างมากเพราะว่าในปัจจุบันนี้สิ่งที่สำคัญอย่างมากที่สุดนั้นก็คือเรื่องของอาหาร

                หากอาหารที่เรากินไปนั้นไม่สะอาดแน่นอนว่าก็เป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างยิ่งที่จะทำลายสุขภาพ การที่เราจะกินอาหารนั้นเราต้องเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์และเลือกที่จะล้างผักให้สะอาดอยู่เสมอ หลายๆสิ่งหลายๆอย่างนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่สุดที่เราไม่ควรมองข้ามเพราะอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นหากไม่สะอาดก็จะมีสารพิษตกค้างและแน่นอนว่าหากมีสารพิษตกค้างในอาหารก็จะทำให้ร่างกายของเราได้รับสารพิษและก็เกิดโรคต่างๆได้

                สุขภาพของคนเราในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะให้ความใส่ใจอย่างมากเลยเพราะในปัจจุบันนี้ประเทศไทยของเราต้องเผชิญกับมลพิษที่มากมายเลยทำให้ร่างกายของเรานั้นมีความเจ็บป่วยมากกว่าเดิมเพราะหลายๆสิ่งหลายๆอย่างนั้นเราจะต้องคำนึงในเรื่องของสุขภาพเป็นหลัก หากเราไม่คำนึงถึงสุขภาพแน่นอนว่าเราก็จะเกิดการเจ็บป่วยมากยิ่งขึ้น

                นอกจากนี้ภายในอาหารบางครั้งฝุ่นลงไปแล้วเราก็รับประทานอาหารเข้าไปสิ่งสกปรกนั้นก็เข้าสู่ร่างกายซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายของเรานั้นสั่งสมสิ่งสกปรกและอาจจะเกิดการป่วยขึ้นมาในที่สุด การดูแลสุขภาพนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยหากเรารักสุขภาพของตัวเองขึ้นมาหน่อยนั้นก็จะทำให้ร่างกายของเราไม่เจ็บไม่ป่วยและร่างกายแข็งแรงมากยิ่งๆขึ้นไปอีก

                อาหารเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากที่สุดสำหรับหลายๆคนไม่มีใครที่ไม่ทานอาหารอย่างน้อยใครๆก็กินอาหารที่ใช้ในการดำรงชีวิตด้วยกันทั้งนั้นแต่การเลือกรับประทานอาหารนั้นก็ต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายของเรานั้นมีภูมิต้านทานมากยิ่งขึ้น  ร่างกายของคนเรามีความแข็งแรงอยู่แล้วแต่ในบางครั้งเชื้อโรคก็เป็นเรื่องที่เราไม่รู้ว่ามีไวรัสชนิดไหนบ้างที่เรากินไปแล้วเข้าไปสู่ร่างกาย

                ทุกๆอย่างนั้นอาหารและสุขภาพถือว่าเป็นของคู่กันเราควรที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าเราดูแลสุขภาพของตัวเองดีมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้ร่างกายของเรามีภูมิต้านทานและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้มีดาราส่วนมากที่อ้วนๆกลับมารักสุขภาพของตัวเองอย่างมากเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะใส่ใจเพื่อให้ร่างกายของเราแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

7 ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการท่องเที่ยว

ถ้าหากจะมีคำแนะนำใดๆที่ดีที่สุดซึ่งจะช่วยให้ผู้คนได้พบกับความสุขในชีวิตมากยิ่งขึ้น ก็คงจะต้องแนะนำว่า “จงท่องเที่ยวให้มากกว่านี้” ซึ่งหมายถึงการเดินทางไปยังสถานที่ซึ่งไม่เคยไปมาก่อนและปล่อยให้ชีวิตสอนคุณว่า ในโลกนี้ยังมีโอกาสอีกมากมายที่รอคุณอยู่มากกว่าที่คุณเคยคิดเอาไว้เสียอีก ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงสิ่งที่คุณจะได้รับจากการท่องเที่ยวเพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครหลายคนที่กำลังคิดจะออกเดินทางกัน ไปชมกันเลย

1.ได้ฝึกทักษะการสื่อสารและการเข้าสังคม

ทักษะการพูดคือหนึ่งในสิ่งจำเป็นที่คุณจะได้รับจากการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องไปเที่ยวในสถานที่ซึ่งผู้คนพูดคนละภาษากับคุณ มันจะเพิ่มทักษะในการสื่อสารให้สูงขึ้นมากเพราะคุณต้องพูดภาษาอื่นและต้องหาทางทำให้สิ่งที่คุณพูดมันเข้าใจง่ายอีกด้วย

2.คุณอาจจะได้พบกับเป้าหมายใหม่ในชีวิต

นักแสดงชายชื่อ Danny Kaye เคยกล่าวไว้ว่า “การท่องเที่ยวคือการเดินทางเข้าสู่ตัวเอง” การท่องเที่ยวนั้นถือเป็นการลงทุนในตัวเองอย่างหนึ่ง คุณจะได้พบคนใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ และได้เห็นรูปแบบความเป็นอยู่การใช้ชีวิตแบบใหม่ มากกว่าที่เคยเห็นในเมืองของตัวเอง และการได้เห็นสิ่งใหม่นี่แหละที่จะทำให้คนเรามีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ใหม่ๆ

3.คุณจะรู้สึกรักบ้านคุณมากขึ้น

นักเขียนชื่อดัง ชื่อ ซามูเอล จอห์นสัน กล่าวว่า “การท่องเที่ยวมีความได้เปรียบในตัวมันเอง เพราะถ้าคุณได้เห็นความเป็นอยู่ของคนอื่นที่ดีกว่าของคุณมันจะทำให้คุณเอามาใช้ในการพัฒนาตัวเอง และถึงแม้ว่าโชคลาภของคุณจะน้อยลง คุณก็อาจจะเรียนรู้ที่จะสนุกกับมัน” ในขณะที่เราไปท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่ไม่ได้หรูหราเหมือนกับบ้านของเราเช่นหมู่บ้านในป่าเป็นต้น มันจะทำให้คุณรู้สึกขอบคุณที่มีบ้าน มันจะทำให้คุณรักบ้านของคุณ แล้วความรู้สึกขอบคุณจะดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาหาตัวคุณ

4.คุณจะได้รู้สึกตัวว่ายังรู้จักโลกนี้น้อยเกินไป

เซนต์ ออกัสติน เคยกล่าวไว้ว่า “โลกนี้ก็เหมือนหนังสือ , และคนที่ไม่ได้ท่องเที่ยวเลยก็เหมือนคนที่อ่านหนังสือไปแค่หน้าเดียว” เมื่อเราออกเดินทางเราจะได้รู้ว่าสิ่งที่เคยได้ยินเกี่ยวกับโลกใบนี้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมันเป็นคนละเรื่องกัน คุณยังจะได้เรียนรู้วิธีการใช้เงินให้เหลือ คุณจะได้พบว่าคนแปลกหน้ามีความเป็นมิตรมากกว่าที่คุณเคยคิดเอาไว้ มันเหมือนกับการเปิดหนังสืออ่านหลายหน้าจริงๆนั่นแหละ

5.เราจะได้รู้ว่าคนทุกคนก็มีความต้องการคล้ายๆกันหมด

มาร์ค ทเวน นักเขียนชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า “การท่องเที่ยวนั้นเป็นอันตรายต่อ อคติ , ความดันทุรังและความคิดที่คับแคบ” ในขณะที่ Tony Robbins โค้ชระดับโลกก็พูดไว้หลายครั้งว่าไม่ว่าภูมิหลังของคุณจะเป็นอย่างไรมนุษย์ทุกคนก็มีความต้องการที่เหมือนกันอยู่ดี ยิ่งคุณท่องเที่ยวมากคุณก็จะพบความจริงในข้อนี้มากขึ้น คุณจะเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับคนมากขึ้นโดยไม่ได้ไปสนใจภูมิหลังของพวกเขา

6.คุณจะได้รู้ว่าการมีเพื่อนใหม่มันง่ายแสนง่าย

สิ่งแรกที่คุณจะได้เรียนรู้จากการท่องเที่ยวนั้นก็คือคุณจะได้พบว่าการทำความรู้จักและการมีเพื่อนใหม่นั้นมันไม่ได้ยากอะไรเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณออกเดินทางโดยลำพัง คุณจะพบว่ามีผู้คนเข้ามาในชีวิตคุณเต็มไปหมดแถมยังเป็นคนที่ไม่ได้คิดจะตัดสินว่าคุณเป็นใครเสียด้วย คุณจะได้รู้ว่าการได้มีเพื่อนที่แสนดีทั้งที่พึ่งจะได้รู้จักกันแค่เพียงไม่กี่ชั่วโมงมันเป็นยังไง

7.คุณจะได้รู้ว่าชีวิตคือของขวัญที่สุดยอดที่สุดเท่าที่คุณเคยได้รับมา

นักเขียนชื่อดัง Helen Keller  เคยกล่าวไว้ว่า “ชีวิตนั้นเป็นได้ทั้งการผจญภัยที่กล้าหาญหรือการไม่มีอะไรเลย” ชีวิตนั้นคือของขวัญจริงๆ และยิ่งเราออกท่องเที่ยวและได้รับประสบการณ์ได้รู้จักโลกและชีวิตมากขึ้นเราจะยิ่งมีความรู้สึกขอบคุณและมีความรู้สึกอุดมสมบูรณ์จากช่วงเวลาที่ได้พบกับผู้คนมากกว่าช่วงเวลาที่อยู่คนเดียวลำพัง มันจึงสำคัญมากที่เราจะเริ่มรู้สึกตัวและควรออกท่องเที่ยวให้มากขึ้นในช่วงเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่ ดีกว่าต้องไปเสียใจในภายหลังเมื่อช่วงเวลาที่ต้องอยู่บนเตียงและรอเวลาจากโลกนี้ไปได้มาถึง แต่เรากลับพบว่าที่ผ่านมาตัวเองไม่ได้ทำอะไรตั้งหลายอย่าง

7 ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการมีสัตว์เลี้ยง

คนที่มีสัตว์เลี้ยงเท่านั้นที่จะรู้ดีว่าพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากขนาดไหนซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายถึงการได้รับความรักเพียงอย่างเดียวแต่มีประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมายที่คนได้รับจากสัตว์เลี้ยงเช่นสุขภาพใจและกายที่ดีขึ้น มีอาการซึมเศร้า , เครียดและวิตกกังวลที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าการมีสัตว์เลี้ยงจะให้อะไรแก่เรากันบ้าง

1.ช่วยลดความเครียด – ในปี ค.ศ.2002 นักวิจัยของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กค้นพบว่าผู้คนมีระดับความเครียดที่ลดลงในตอนที่อยู่กับสัตว์เลี้ยงของตัวเองมากกว่าตอนที่อยู่กับคนในครอบครัวแฟน หรือเพื่อนเสียอีกในปัจจุบันสถานที่บำบัดผู้ป่วยติดยาหรือติดเหล้าหลายแห่งแนะนำให้ผู้บำบัดทุกคนมีสัตว์เลี้ยงและอนุญาตให้เอาสัตว์เลี้ยงเข้ามาในสถานบำบัดได้อีกด้วย

2.ลดความดันโลหิต – งานวิจัยพบว่าสัตว์เลี้ยงช่วยลดระดับความดันโลหิตได้และจะสังเกตุได้มากโดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงสัตว์เลี้ยงจะช่วยสร้างความสุขให้กับจิตใจโดยตรงไม่ว่าในชีวิตจริงคุณจะสูญเสียอะไรไปบ้าง เช่น เงิน , งานหรือแม้แต่บ้านแต่สัตว์เลี้ยงจะยังคงอยู่และให้ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขกับคุณตลอดไป

3.ช่วยลดความรู้สึกเจ็บปวดทางกาย -เชื่อหรือไม่ว่าสัตว์เลี้ยงสามารถเป็นยาแก้ปวดได้ด้วยเพียงแต่เราไม่ต้องกินเข้าไปเท่านั้นเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยไมเกรนหรือโรคข้ออักเสบเพราะยิ่งเรามีระดับความกังวลที่น้อยลงเท่าไหร่อาการเจ็บปวดเหล่านี้ก็จะยิ่งบรรเทาลงมากยิ่งขึ้นเท่านั้นผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยโยโลลาพบว่าผู้คนที่ใช้วิธี “สัตว์เลี้ยงบำบัด”ในขณะที่กำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดจะมีความต้องการใช้ยาแก้ปวดน้อยกว่าผู้ป่วยคนอื่นๆ

4.ลดระดับคอเลสเตอรอล – ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพราะหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริการะบุว่าผู้ป่วยที่เริ่มเลี้ยงสัตว์เลี้ยงจะมีระดับคอเลสเตอรอลที่ลดลงจริงๆนอกนั้นยังมีระดับไตรกลีเซอไรด์ที่น้อยกว่าบรรดาผู้ป่วยที่ไม่ได้มีสัตว์เลี้ยง

5.ช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้น -ประโยชน์ที่ได้รับจากสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่นั้นเป็นประโยชน์ทางด้านสุขภาพจิตแต่สุขภาพกายและสุขภาพจิตนั้นมันเป็นของคู่กันถ้าสุขภาพจิตดีร่างกายก็จะพลอยแข็งแรงขึ้นตามไปด้วยและเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าการตกอยู่ในอารมณ์แง่ลบเป็นเวลานานจะสามารถสร้างอาการเจ็บป่วยทางกายได้เช่นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ

6.ช่วยในการเข้าสังคม – โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชายโสดที่ยังไม่มีแฟนลองจูงน้องหมาไปเดินเล่นในที่สาธารณะดูสิแล้วคุณจะแปลกใจกับจำนวนผู้หญิงที่กล้าเข้ามาทักทายหรือเข้าหาคุณนั่นก็เพราะผู้ชายที่เลี้ยงสุนัขมักจะมีลักษณะเป็นคนที่เข้าหาได้ง่ายแต่ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหาคู่อยู่หรือไม่การพาสัตว์เลี้ยงออกไปเดินเล่นก็จะทำให้คุณเข้าสังคมกับผู้อื่นง่ายขึ้นมากกว่าที่เคยเป็นอยู่ดี

.ช่วยป้องกันโรคหัวใจ -นอกจากการเลี้ยงหมายังช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นแล้ว การเลี้ยงแมวเองก็มีประโยชน์ทางสุขภาพไม่แพ้การเลี้ยงหมาเช่นกันการเลี้ยงแมวจะช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคหัวใจมากถึง 30% และลดความเสี่ยงอาการหัวใจวายอีก40% ความสุขทางใจมันช่วยได้มากจริงๆการมีสัตว์เลี้ยงจะช่วยให้คุณอายุยืนมากขึ้นอย่างแน่นอน

7 วิธีจากนักจิตวิทยาที่จะช่วยทำให้คุณ “ดูเป็นคนฉลาด“ ในสายตาคนอื่น

เคยพยายามพูดอะไรออกมาให้มันดูฉลาดบ้างใช่มั๊ย ไม่ใข่คุณคนเดียวหรอกที่พยายามทำอย่างนั้น นักวิจัยได้ทำการบันทึกหลักฐานเอาไว้ถึงวิธีการที่ผู้คนพยายามจะทำให้ตัวเองดูฉลาดมากขึ้นหรือวิธีที่ผู้คนใช้ตัดสินคนอื่นว่าดูเป็นคนฉลาดหรือไม่ นาย “Bogdan Wojciszke” นักจิตวิทยาจากประเทศโปแลนด์บอกว่า “ผู้คนชอบที่จะใช้ทางลัดในการสร้างความประทับใจให้กับผู้อื่น , คนเรามักจะตัดสินกันแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก”

เพราะคนเราจะรู้สึกได้โดยไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ว่าคนอื่นสามารถสร้างความประทับใจให้กับพวกเขาได้อย่างรวดเร็วหรือจากการสนทนากันในช่วงเวลาสั้นๆ ในขณะที่ตัวเองก็พยายามอย่างหนักเพื่อทำให้คนอื่นประทับใจเช่นเดียวกัน ในบทความนี้เราจึงได้รวบรวมวิธีที่นักจิตวิทยาแนะนำมาว่าจะช่วยให้คุณดูฉลาดขึ้นในสายตาผู้อื่นมาให้ได้ลองเอาไปใช้กัน

1.การใส่แว่น

อ้างอิงจากผลสำรวจของวิทยาลัย “College of Optometrists” ซึ่งพบว่า คน 43% คิดว่าแว่นตาช่วยให้ผู้ที่สวมใส่ดูเป็นคนฉลาดขึ้น และมีอยู่ 40% ที่คิดว่าคนที่ใส่แว่นเลนส์ใสดูเป็นคนฉลาดหัวดี นาย “Bogdan Wojciszke” กล่าวว่า “การใส่แว่นตาทำให้คนสังเกตุได้ง่ายและสรุปทันทีโดยไม่ต้องคิดอะไร” เขายังบอกอีกด้วยว่า “คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกคนฉลาด เช่น ศาสตราจารย์ , ผู้พิพากษา และรัฐบุรุษมักจะใส่แว่นกันเยอะ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นเช่น หนังสือเล่มหนา ,การพูดได้อย่างคล่องแคล่ว , ผมสีเทา ซึ่งจะทำให้คนมองว่าคุณดูเป็นคนฉลาดอีกด้วย”

2.ผู้ชายที่เล่นมุขตลก

ผลการวิจัยจากประเทศฝรั่งเศสพบว่าผู้หญิงที่แอบได้ยินผู้ชายกำลังเล่าเรื่องตลกมักจะคิดว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนฉลาดและมีเสน่ห์มากกว่าผู้ชายที่ชอบพูดคุยเรื่องทางโลก ซึ่งก็จริงบางส่วนเพราะคนตลกมักจะเป็นคนฉลาดกว่าคนทั่วไป และความสามารถในการเล่นมุขหรือเล่าเรื่องตลกมันไม่สามารถแสแสร้งกันได้ มันต้องเป็นคนตลกจริงๆมันถึงจะเล่าได้ การที่คนมีอารมณ์ขันหรือเป็นคนตลกเป็นสัญญาณบอกถึงระดับสติปัญญาอย่างแน่นอน

3.เดินด้วยความเร็วปกติ

ในการวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันในปี ค.ศ.2006 พบว่าการเดินเร็วเกินไปหรือช้าเกินไปจะทำให้เราดูเป็นคนไม่ค่อยฉลาด โดยพวกอาสาสมัครได้มานั่งดูวีดีโอคนที่เดินด้วยความเร็วที่ต่างกันออกไป และให้เหล่าอาสาสมัครวัดระดับความฉลาดของคนในวีดีโอออกมาว่าใครบ้างที่ดูเป็นคนฉลาดใครบ้างที่ดูเป็นคนมีอำนาจ ปรากฏว่าพวกคนที่เดินเร็วเกินกับเดินช้าเกินมักจะถูกคนอื่นมองว่าไม่เป็นคนฉลาดเท่าไรนัก

4.การแกล้งทำเป็นอ่านหนังสือ

ผลการวิจัยในสหราชอาณาจักร ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามจากคนที่มาเยี่ยมชมงานหนังสือโลกพบว่าคนมากกว่าครึ่งเลยที่พยายามอ่านหนังสือนิยายคลาสสิกต่อหน้าคนอื่นเพื่อให้ดูฉลาด ซึ่งวิธีการนี้มันก็ใช้ได้เพียงแต่ใช้ได้ไม่นานนักเพราะว่าเมื่อคบหาดูใจกันไปก็จะรู้ได้เองว่าเป็นคนฉลาดจริงหรือไม่

5.การนั่งและยืนตัวตรง

การยืนตัวตรงและนั่งตัวตรงไม่ได้แค่ช่วยจัดการกับบุคลิกภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผลการวิจัยจาก  “The Wall Street Journal” พบว่าเมื่อให้พวกนักเรียนมานั่งดูวีดีโอของพวกบรรดานักเรียนที่เรียนจบแล้ว ก็พบว่าพวกที่นั่งตัวตรงหรือพวกที่จงใจนั่งตัวตรงจะถูกนักเรียนคนอื่นมองว่าเป็นคนฉลาดและมีระดับไอคิวสูงกว่าคนอื่นขึ้นมาทันที

6.การมองตาคู่สนทนา

นาย “Bogdan Wojciszke” บอกว่าถ้ามีใครตั้งใจมองเราในขณะที่เรากำลังพูดกับเขา มีโอกาสสูงที่เราจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนฉลาด การสบตาที่ดีหมายถึงการที่คนอื่นตอบสนองต่อสิ่งที่เราทำหรือสิ่งที่เรากำลังพูด เพราะถ้าเขาไม่ตอบสนองมันก็มีความหมายสองอย่างคือไม่เขาก็เราที่แหละที่โง่

7.ความกล้าแสดงออก

คุณอาจเคยได้ยินคนที่พูดเสียงดังและพยายามพูดให้ดูฉลาดมาบ้างแล้ว ขอบอกว่าวิธีนี้ก็ได้ผลเช่นกัน กุญแจอยู่ที่ความกล้าแสดงออกและพูดออกในเสียงดังฟังชัดและดูมีพลัง นาย “Leonard Mlodinow” ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารบอกว่า “สมมุติว่ามีคนสองคนต้องพูดบทพูดเดียวกัน แต่มีอยู่หนึ่งคนที่พูดเร็วกว่าและเสียงดังกว่าหน่อยนึงและพูดได้สะดุดน้อยกว่า คนนั้นก็จะถูกตัดสินว่า มีพลังมากกว่า , มีความรู้และมีความฉลาดมากกว่า”